HLP: Hollywood Laser Peel

What is a
Hollywood Laser Peel?

Screen Shot 2560-06-26 at 7.10.04 PM

The Hollywood Laser Peel is a painless, no-downtime, highly requested procedure that instantly creates a radiant, glowing appearance. It received its name due to its popularity of treatments before walking the red carpet. It is now being requested by brides-to-be and for all special occasions, including proms. Once the client receives the treatment and notices they barely need any cover up makeup, they come back regularly as part of their monthly routine.

Benefits of a Hollywood Laser Peel 

♦ improved skin tone and texture glowing,

♦ youthful looking skin smoother,

♦ softer feel reduction of fine lines

♦ no downtime

♦ safe for most skin tones stimulates collagen

♦ comfortable procedure

How a Hollywood Laser Peel Works

Screen Shot 2560-06-26 at 7.10.33 PM

The laser energy works in two ways:

  1. Targets the melanin (pigmentation) in the cells, breaking it up to be removed naturally
  2. Heats deep into the dermis, causing the skin to contract and stimulate collagen

The treatment is gentle enough to be performed every month. With each treatment, you will notice your skin improving and because of the collagen stimulation, you maintain your youthful look.

What to Expect During Your TreatmentScreen Shot 2560-06-26 at 7.10.40 PM

  1. A light layer of Spectra carbon lotion is applied to your skin and needs to set for 10 – 15 minutes. One pass of the laser sets the carbon onto the skin
  2. You will hear snapping sounds when the laser is red and will feel a slight tingling or warmth as the laser removes the carbon along with a very ne layer of skin
  3. The entire procedure is 30 minutes or less

IS THERE ANY DOWNTIME?

No, you can return to your regular activities directly following the treatment.

IS THERE ANY PAIN?

The majority of patients report no pain, they only experience a slight warming of their skin and a light prickly feeling. No anesthesia or topical is needed.

HOW MANY TREATMENTS WILL I NEED?

Screen Shot 2560-06-26 at 7.10.24 PMThe Hollywood Laser Peel is a gentle procedure that can be performed every other week, monthly, or even just once before a special event. It depends on the results you are trying to achieve.

Glowing skin before an event – a day or two prior to event

Ongoing collagen stimulation, even skin tone, texture and youthful skin – one time per month

TLS : Ultimate Scar Treatments หรือนี่คือที่สุดของการรักษาแผลหลุมสิว?

แผลหลุมสิวเป็นปัญหาที่มนุษย์พยายามแก้มานาน ตั้งแต่มนุษย์เริ่มเป็นสิวครั้งแรกเมื่อหลายแสนปีก่อน จนปัจจุบันยังดูเหมือนว่าเรายังไม่สามารถรักษาหลุมสิวให้ดีขึ้นได้อย่างใจ

ปัจจุบันมีการรักษารอยหลุมสิวหลายๆแบบ เช่นการทำ subscision เลาะพังผืด, การฉีด fillers, การรักษาด้วยเลเซอร์ fractional ต่างๆ หรือแม้แต่การพยายามดัดแปลงเอาคลื่นความร้อนมาทำการรักษาที่รู้จักกันในชื่อของอีเมทริกซ์ แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่คำตอบ

ที่ทีแอลเอสคลินิก เราได้พัฒนาการรักษาหลุมสิวใหม่ขึ้นมา ซึ่งตอบโจทย์หลุมสิวที่ดื้อต่อการรักษา รวมไปถึงหลุมสิวที่เป็นมานานแล้ว ด้วยวิธีที่เราให้ชื่อว่า Ultimate Scar Treatments

เทคนิคการรักษาแบบนี้จะเริ่มจากการทายาชาให้คนไข้ประมาณ 1 ชม. แล้วเริ่มเลเซอร์โดยใช้เทคนิคที่สามารถเลาะพังผืดที่หดรั้งหลุมสิว กระชับชั้นหนังแท้ ฟื้นคอลลาเจน และป้องกันการเกิดพังผืดใหม่ในขั้นตอนเดียว โดยหลังการรักษาจะมีสะเก็ดในบริเวณที่ทำการรักษา 7-10 วันแรก หลังจากนั้นหลุมสิวจะค่อยๆตื้นขึ้น โดยที่ 1 เดือนจะตื้นขึ้นประมาณ 60-70% และบางคนเต็มที่เวลา 2 เดือน ในบางกรณีที่หลุมสิวมีขนาดใหญ่หรือเป็นแผลเป็นแบบอื่นๆ อาจต้องทำการรักษาซ้ำ 2-3 ครั้ง ห่างกันทุก 1-2 เดือน เพื่อปรับให้แผลเรียบเนียนขึ้นScreen Shot 2560-04-10 at 8.23.20 PM.png

ผลจากการรักษา รอยหลุมนอกจากกจะตื้นขึ้นแล้ว ยังคงสภาพผิวเดิมก่อนเกิดรอยหลุม โดยที่คนส่วนใหญ่แทบจะไม่สังเกตุเห็นร่องรอยการรักษาหลังเวลาผ่านไป 2-3 เดือนแล้ว (ภาพประกอบ ในเวปไซต์นี้เป็นการแสดงผลของการรักษาเพื่อความเข้าใจแนวทางการรักษาเท่านั้น ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้องอีกครั้ง, All the pictures in this website are for demonstration purpose, individual results may occur. Please consults your doctor for a proper treatment.)

Screen Shot 2560-04-10 at 8.23.30 PM

(ภาพประกอบ ในเวปไซต์นี้เป็นการแสดงผลของการรักษาเพื่อความเข้าใจแนวทางการรักษาเท่านั้น ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้องอีกครั้ง, All the pictures in this website are for demonstration purpose, individual results may occur. Please consults your doctor for a proper treatment.)

Ultimate Scar Treatments ช่วยรอยหลุมคุณได้ เริ่มรักษาเร็วก็ยิ่งเห็นผลเร็ว

ทีแอลเอสคลินิก ถ.แม่หลวน ใกล้แยกเขารัง ปากซ.เกียรติสินธุ์ โทร. 083 636 8668 line @tlsclinic

Comedogenic factors สิ่งที่ควรรู้เมื่อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กับตัวเราถ้าไม่อยากเกิดสิว

หลายๆคนคงสงสัยว่า ทำไมผลิตภัณฑ์บางอย่างยิ่งใช้ยิ่งสิวขึ้น ทำไมผลิตภัณฑ์บางอย่างเกิดสิวน้อยกว่า ลองมาดูกันครับ

ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวถึงได้แก่แชมพูสระผม ครีมนวดผม ครีมหรือโฟมล้างหน้า ครีมทาหน้า แป้งรองพื้น โทนเนอร์เช็ดหน้า โฟมโกนหนวดไปจนถึงโลชั่นทามือทาตัว และครีมหรือสบู่เหลวอาบน้ำและล้างมือด้วย ในบางคนอาจมีผลจากแชมพูที่ใช้กับสัตว์เลี้ยงเพื่อทำให้ขนสัตว์เลี้ยงดูเงางามและเรียบจัดทรงง่าย

เรามีการจัดอันดับสารก่อสิวอย่างไร ?

อันดับสารก่อสิวหรือ comedogenic factor เป็นการศึกษาในกระต่ายทดลอง โดยเอาสารต่างๆมาทดสอบบริเวณหลังหูกระต่ายแล้วดูว่าเกิดสิวมากน้อยแค่ไหน โดยแบ่งเป็น 0-5 โดย 0 หมายถึงไม่ก่อให้เกิดสิวเลย ส่วน 5 หมายถึงเกิดสิวแทบทุกครั้งที่ทดสอบ ซึ่งค่านี้สามารถใช้เป็นค่าอ้างอิงในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ได้ว่ามีโอกาสเกิดสิวแค่ไหน

pexels-photo-3.jpg

นอกจาก comedogenic factor แล้วยังมีค่า irritant factor หรือค่าการก่ออาการระคายเคือง ซึ่งวัดจากสเกล 0-5 เช่นกัน โดยส่วนใหญ่สารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมักเป็นสารก่อฟองหรือสารลดแรงตึงผิวในแชมพู ครีมหรือสบู่เหลวต่างๆ หรือสารที่ทำให้เนื้อแชมพูข้นขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เกิดอาการแพ้ คัน ระคายเคืองตามบริเวณที่ใช้ และก่อสิวทางอ้อมได้เช่นกัน

ทำไมผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงมีปัญหาเรื่องสิว ?

ผลิตภัณฑ์หลักๆที่มีค่า comedogenic factor มากกว่า 2 ขึ้นไป มักอยู่ในกลุ่ม oil ชนิดต่างๆ หรือสารฟิล์มเคลือบในครีมรองพื้นหลายๆยี่ห้อ โดยเฉพาะในกลุ่มที่โฆษณาว่าติดทนนาน เพราะจะยึดเกาะกับผิวเป็นเวลานานและเกิดอุดตันได้ นอกจากนี้กลไกอื่นก็คือก่อให้เกิดอาการระคายเคือง หรือไปปรับเปลี่ยนความเป็นกรด-ด่าง, ความชุ่มชื้นของผิวและทำให้เกิดสิวตามมาจากการเกาหรือลูบบริเวณนั้นบ่อยๆ

hand-water-hand-in-hand-female-163762-2.jpeg

ปัจจุบันยังพบว่า ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดตัวหรือใบหน้าหลายๆชนิดมีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนว่าผิวตัวเองมีเชื้อแบคทีเรียอยู่มาก ต้องกำจัดให้หมดจึงจะสะอาด ความเป็นจริงแล้วผิวของเรามีเชท้อแบคทีเรียมากก็จริงแต่ล้วนอยู่ในกลุ่มเชื้อประจำถิ่นซึ่งเป็นประโยชน์กับร่างกายเรา เพราะเชื้อเหล่านี้จะปกคลุมผิวเราโดยไม่ทำอันตรายใดๆ แต่เมื่อมีเชื้อแปลกปลอมหลุดเข้ามา ก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนหรือขยายตัวได้ เพราะแบคทีเรียประจำถิ่นมีการยึดครองพื้นที่หมดแล้ว แต่เมื่อเราใช้กลุ่มสบู่, ครีมอาบน้ำ, หรือสบู่เหลวล้างมือที่โฆษณาว่ามีสารฆ่าเชื้ออยู่ สารดังกล่าวไม่สามารถแยกว่านี่คือเชื้อประจำถิ่นหรือเชื้อต่างถิ่น ก็จะกำจัดเชื้อประจำถิ่นให้หมดไปด้วยและเปิดช่องว่างให้เชื้อต่างถิ่นที่เป็นอันตรายกับตัวเราเข้ามาได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสารฆ่าเชื้อดังกล่าว กระตุ้นให้เกิดการดื้อยาของแบคทีเรียอื่นๆได้ เมื่อได้รับเป็นประจำ เมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยจริงๆอาจหายาปฏิชีวนะทำการรักษาไม่ได้

ลองมาสำรวจผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้กันว่ามีสารก่อสิวหรือไม่

กลุ่ม oils

(ข้อมูลจาก http://www.holistichealthherbalist.com/complete-list-of-comedogenic-oils/ )

THE COMPLETE LIST OF COMEDOGENIC OILS

ALOE OIL (INFUSED CARRIER OIL) – RATING DEPENDS ON THE CARRIER OIL USED

Aloe oil is an amazing healer for the skin. It repairs devitalized cells, UV damage, and accelerates the healing of acne, cuts, scrapes, and abrasions. Aloe oil also reduces redness and inflammation. If infused in a non comedogenic carrier oil such as hemp oil, it will not clog your pores.

ARGAN OIL

Linoleic acid– 37%
Linolenic acid– <0.5%
Oleic acid– 43%
Comedogenic Rating– 0

Argan oil is the holy grail oil for many and for good reason! It boasts some pretty amazing skin reparative benefits along with the very low chance of clogging pores. Another reason to reach for this oil is for its ability to treat acne and acne scars. Argan oil regulates the production of sebum which helps prevent further breakouts and its Vitamin E content helps fade scars and smooth out the skin’s texture. Suitable for most skin types.

AVOCADO OIL

Linoleic acid– 15%
Linolenic acid– 0.8%
Oleic acid– 65%
Comedogenic Rating– 3

Avocado oil is suitable for drier acne prone skin types but may still clog pores. However, if your skin tolerates this oil, it is amazing for hydration and skin tone renewal. Since it is a heavier oil, it may be best suited for use at night. Avocado oil is said to diminish pore size and remove impurities from the skin over time.

BAOBAB SEED OIL

Linoleic acid– 24-34%
Linolenic acid– 1-3%
Oleic acid– 30-40%
Comedogenic Rating– 2

Baobab oil comes from the baobab tree aka “The Tree of Life” and for good reason! It absorbs quickly and easily into the skin effectively smoothing out rough dry patches and restoring life back into your skin. It’s a great oil to use for combination skin types with a low chance of clogging pores. Also great for taming hair!

BLACK CUMIN SEED OIL (AKA KALONJI OIL, CARAWAY OIL, NIGELLA SATIVA OIL, AND BLACK SEED OIL)

Linoleic acid– 53.08%
Linolenic acid– 0.24%
Oleic acid– 21.7%
Comedogenic Rating– 2

Black cumin seed oil has been used for centuries to promote good health. It is exceptionally high in anti-oxidants making it a great oil to use for anti-aging skincare remedies. This oil is relatively well tolerated by most skin types. It is especially good for those with eczema and psoriasis as it calms inflammation and accelerates healing. It naturally softens, strengthens, and firms the skin. Also great for breaking up acne scars.

BLACK CURRANT SEED OIL1

Linoleic acid– 41%
Alpha- Linolenic acid– 17%
Gamma-Linolenic acid– 14%
Oleic acid– 15%
Comedogenic Rating– 0-1

Black currant seed oil is especially beneficial for dry, damaged, devitalized skin and for those whose skin is also sensitive. It’s a very healing oil for rosacea, seborrheic dermatitis, eczema, psoriasis as it regenerates and calms distressed inflammatory skin conditions.

BRAZIL NUT OIL

Linoleic acid– 25-40%
Linolenic acid– 0.1%
Oleic acid– 35-50%
Comedogenic Rating– 2

Brazil nut oil has yet to gain the popularity it deserves! This oil is a lot like jojoba oil in the sense that is absorbs very easily and helps to detox the skin. This is also an excellent oil to use for hyperpigmentation and softening dry skin. Brazil nut oil is best suited for drier mature skin types.

CAMELLIA OLEIFERA (AKA GREEN TEA SEED OIL AND CAMELLIA SINENSIS OIL)

Linoleic acid– 7%
Oleic acid– 79% for high-oleic acid and 36-42% for regular
Comedogenic Rating– 1 unless you get the high oleic acid green tea seed oil, then it will be 2-3

Green tea seed oil is an excellent oil to use for acne sufferers due to its strong antibacterial properties. It is also great for use against the signs of aging as it tightens and smooths skin tone. This oil also reduces inflammation and redness and is a brilliant moisturizer for all skin types unless you get the high-oleic acid version which is more suitable for dry skin types. This oil is a great addition to other oils in the OCM or used as a spot treatment for acne, wrinkles, and other areas of concern.

CASTOR OIL

Linoleic acid– 4%
Ricinoleic acid– 90%
Oleic acid– 4%
Comedogenic Rating– 1

Castor oil is an essential for many who use the OCM (though not for myself as I find it much too drying). It has strong detox and purging properties. It also increases cell turnover which is why it is used as an acne treatment. Due to its ricinoleic acid content, castor oil is a very drying oil and must be diluted before using it on the skin. It is suitable for oily skin types but may cause purging and detox of the skin.1

CHIA SEED OIL

Linoleic acid– 18.7%
Linolenic acid– 61%
Oleic acid– 7.7%
Comedogenic Rating– 3

Chia seed oil is delicious and provides sustained energy over a prolonged period of time. Since it is so high in omega-3 (linolenic acid), it will clog the pores for most people if applied topically. However, using this oil as a supplement it a great way to support the skin!

COCOA BUTTER

Linoleic acid– 3%
Oleic acid– 35%
Stearic acid– 35%
Comedogenic Rating– 4

Cocoa butter is a semi solid to solid oil that is extremely moisturizing for dry chapped skin. Its high stearic and oleic acid content makes it a comedogenic oil for most skin types and is more suitable for use on the body a deep moisturizer. Some use it sparingly around the eyes as an effective anti-aging eye balm or on rough patches of the skin. Not suitable for acne prone skin.

COCONUT BUTTER

Linoleic acid– 3.2%
Oleic acid– 35%
Pamitic acid– 26%
Stearic acid– 35%
Comedogenic Rating– 4

Coconut Butter is another amazingly moisturizing oil but one that should be used with caution if you have acne prone skin. It works well for very dry chapped skin and as a spot treatment for rough dry skin on the body. Coconut butter creates a barrier that protects the skin during dry and cold weather.

COCONUT OIL (THOUGH IT SEEMS THIS OIL WORKS FOR MANY PEOPLE JUST FINE)

Lauric acid– 45-52%
Linoleic acid– 1-3%
Linolenic acid– 0.2%
Oleic acid– 5-8%
Comedogenic Rating– 4

This oil is a favorite among many for its amazing health promoting and beautifying properties. It smooths skin and reveals a fresh glowing complexion for those who tolerate it well. Most however, do not tolerate coconut oil well on their face, so if you have acne prone skin, you may want to steer clear of this oil. Coconut oil is rather heavy and may be better used at night. Suitable for very dry skin types. You can use it for a lot of other things which you can read about here.

CRANBERRY SEED OIL

Linoleic acid– 35-45%
Linolenic acid– 22-35%
Oleic acid– 20-25%
Comedogenic Rating– 2

A very emollient oil, cranberry seed oil is known for its skin moisturizing properties. It absorbs well and holds in moisture which helps protect the skin’s structure and texture. It works especially well for those with dry scaly skin. This oil may break you out if you have very oily skin and will work better for those with drier acne prone skin.

DATE SEED OIL

Lauric acid– 18%
Linoleic acid– 12%
Linolenic acid– 2%
Oleic acid– 41-50%
Comedogenic Rating– 3

Date seed oil is a powerful protectant against UVB radiation making it a great oil to use for those who are out in the sun. It is intensely moisturizing and absorbs rapidly into the skin which is wonderful for aging skin. Its high phytonutritional value helps your skin maintain its appearance and elasticity while reducing redness and irritation. This oil may break you out but should be alright if mixed with other oils that suit your skin type. Its high lauric and oleic acid content is what gives it a comedogenic rating of 3.

EMU OIL

Linoleic acid– 15%
Linolenic acid– 0.9%
Oleic acid– 47.4%
Comedogenic Rating– 1

Emu oil is very similar to our skin’s essential fatty acid ratios making it the most transdermal oil known. It absorbs very well into the skin carrying anything you add to it into the dermal layer as well. This is what makes emu oil such a sought after oil in skincare. Applying it to the skin reduces inflammation, pain, and redness. This oil is well tolerated by most skin types and is used primarily as a vehicle for other potent skincare ingredients like essential oils. Suitable for drier skin types.

EVENING PRIMROSE OIL

Linoleic acid– 75%
Gamma Linolenic acid– 11%
Oleic acid– 6%
Comedogenic Rating– 2-3

Taken internally, evening primrose oil has the amazing ability to help balance our hormones and for most of us, this is a big deal when you have acne! Applying this oil topically has also been shown to improve cellular structure in the skin, reduce inflammation, and promote elasticity. This oil is excellent for oily acne prone skin types but may not work well for those with dry skin.

GOJI SEED OIL (AKA WOLF BERRY SEED OIL)

Linoleic acid– 68%
Linolenic acid– 3%
Oleic acid– 19%
Comedogenic Rating– 0-1

Goji seed oil is very light and emollient and is often used around the eye area as it is known for its firming attributes. It also helps detox the skin making it a great oil to use for clogged pores and milia around the eyes. Goji seed oil also improves skin tone by stimulating intercellular oxygenation which helps restore the balance of fats and water in the skin. This is a wonderful oil to use for oily skin types.

GRAPE SEED OIL

Linoleic acid– 63-72%
Oleic acid– 21%
Comedogenic Rating– 1

Well suited for most skin types and has a low chance of clogging pores. Grape seed oil is rich in Vitamin E which helps tighten and moisturize the skin. It reduces inflammation, redness, and accelerates the healing of acne. This is a very light oil that absorbs easily without a greasy residue.

HAZELNUT OIL

Linoleic acid– 7-15%
Linolenic acid– 0.5%
Oleic acid– 68-85%
Comedogenic Rating– 1

Also known as the “Pore Reducing Oil”, hazelnut oil is amazing for fighting acne and all the skin issues that come along with it. When you apply it to the skin, it feels dry and astringent because it tightens and smooths the skin’s texture. It kills bacteria and helps reduce blackheads and whiteheads while also being very moisturizing and rejuvenating for the skin. It also provides some UV protection due to its high anti-oxidant content. This oil is perfect for most skin types, especially those with sensitive acne prone skin.

HEMP SEED OIL (THIS OIL IS MY HOLY GRAIL OIL!)

Linoleic acid– 56%
Linolenic acid– 10%
Oleic acid– 11%
Comedogenic Rating– 0

Hemp seed oil has amazing skin softening and moisturizing properties that are perfect for those with oily sensitive skin types. It also reduces redness and inflammation associated with acne breakouts and is a great treatment for eczema, psoriasis, and dry, itchy skin. This oil has really balanced my skin’s oil production and that’s really saying something because I normally have VERY oily skin. Well tolerated by all skin types. This oil should be kept in the fridge.

JOJOBA OIL

Eicosenoic acid– 65-80%
Linoleic acid– 5%
Linolenic acid– 1%
Oleic acid– 5-15%
Comedogenic Rating– 2

Jojoba oil is a holy grail acne treatment for many because it mimics the consistency of our own sebum. It has a light moisturizing feel and absorbs well into the skin. Most skin types tolerate jojoba well but will often experience a “purge” of toxins when they begin using it. Normally, this purge will end in a few weeks, revealing clear pores and revitalized skin. This oil is more suitable for oily skin types as it helps balance the production of excess oil.

LANOLIN OIL

EFA complex- unknown
Comedogenic Rating- 2

Lanolin is extracted from the wax found in sheep’s wool and is an excellent emollient for homemade skincare recipes. It is often used in formulas for very dry skin as it has the ability to absorb 50% of its weight in water. More suitable for very dry skin types and works well mixed with a carrier oil because of its thick, greasy, sticky consistency on its own.

LINSEED OIL (AKA FLAX SEED OIL)- COLD PRESSED

Linoleic acid– 17%
Linolenic acid– 59%
Oleic acid– 15%
Comedogenic Rating– 4

One of nature’s richest sources of essential fatty acids, flax seed oil is high in omega-3, lignans, vitamins, and minerals. Most skin types will not tolerate this oil, especially acne prone skin. However, using the oil internally for some individuals is a great way to moisturize the skin from the inside out. Refrigerate after opening.

MACADAMIA NUT OIL

Linoleic acid– 1-5%
Linolenic acid– 3%
Oleic acid– 55-67%
Palmitoleic acid– 15-22%
Comedogenic Rating– 2-3

Macadamia nut oil easily absorbs into the skin and protects it from free radical damage. Its moisturizing benefits keep skin soft and nourished, especially when other active ingredients are added. This is because macadamia nut oil, like emu oil, acts as a vehicle to carry ingredients like essential oils deep into the dermal layer. This oil is best suited for dry skin types.

MANGO BUTTER

Linoleic acid– 1-13%
Oleic acid– 34-56%
Palmitic acid– 3-18%
Stearic acid– 26-57%
Comedogenic Rating– 2

Mango butter is an excellent moisturizer for the skin. It combats dry skin, dermatitis, eczema, psoriasis, and other dry inflamed skin conditions. It reduces fine lines and wrinkles, stretch marks, and sooths rashes, insect bites, and sunburns. If you have dry skin, mango butter may work well for you as it has a lower chance of clogging pores compared to cocoa butter.

MANGO SEED OIL

Linoleic acid– 4%
Oleic acid– 40-46%
Stearic acid– 40-45%
Comedogenic Rating– 2

Mango seed oil melts on contact with the skin. It reduces inflammation and redness, relieves dry skin, and protects ultra-sensitive skin types. It smooths and moisturizes dry skin types and is generally well tolerated by those with acne prone skin.

MARACUJA OIL (AKA PASSION FRUIT SEED OIL)

Linoleic acid– 77%
Oleic acid– 12%
Comedogenic Rating– 1-2

Maracuja oil comes from passion fruit seeds and flowers and is a very luxuriant oil. Using it on the skin induces a sense of calm and well-being due to the medicinal properties of the passion fruit plant and is therefore recommended for use during times of stress and periods of poor sleep. It is also a good oil to use for dry itchy skin or inflamed acne prone areas. If you like argan oil but need a more emollient oil, try this one! Suitable for oily skin types.

MARULA OIL

Linoleic acid– 4-7%
Oleic acid– 70-78%
Comedogenic Rating– 3-4

Marula oil is a light textured oil that is fast absorbing, nutritive, and soothing for all skin types, including sensitive skin. It contains powerful antioxidants that fight against environmental aggressors, reverse sun damage, and reduce the signs of aging. It moisturizes and protects the skin and boosts cellular vibrancy. This is a great oil to use for drier skin types that tolerate coconut oil well.

MEADOWFOAM SEED OIL

Ecosenoic acid– 60%
Linoleic acid– 4%
Oleic acid– 2%
Comedogenic Rating– 1

Meadofoam seed oil is a mild oil that has a consistency similar to jojoba oil. It has the ability to break down blackheads and detox the skin but with a slightly lower chance of causing a purge. If you have sensitive, oily, acne prone skin, you should give this oil a try! If you have very dry skin, you may want to try macadamia nut oil which has a similar ecosenoic acid profile.

MINK OIL

Linoleic acid– 16%
Oleic acid– 39%
Palmitic acid– 16%
Palmitoleic acid– 15%
Comedogenic Rating– 3

Mink oil is mildly anti-inflammatory, relieves itching, and is a great oil to use to dissolve excess sebum and impurities from the skin. It rejuvenates and conditions the skin, helping protects it from harsh elements while sealing in moisture. This oil may break you out, and is more suitable for drier skin types.

MUSTARD SEED OIL

Linoleic acid– 10%
Linolenic acid– 11%
Oleic acid– 25%
Comedogenic Rating– 2-3

Not recommended for use on the face. Mustard seed oil is generally used as a massage oil or as a muscle rub because of its warming, pain relieving effects.

OLIVE OIL

Linoleic acid– 5-15%
Oleic acid– 63-80%
Palmitic acid– 7-14%
Comedogenic Rating– 2

Olive oil contains potent anti-oxidants and squalene; a lipid that is also found in our skin cells. This squalene is what makes olive oil to well received by most skin types as a nourishing and moisturizing addition to their beauty routine. Using it in your daily regimen has been shown to reduce the signs of aging, smooth skin texture, and hydrate dry skin conditions. It reduces inflammation and brings down redness making it perfect for acne sufferers who lean more on the drier side.

PALM KERNEL OIL

Lauric acid– 48%
Linoleic acid– 2.3%
Oleic acid– 15%
Comedogenic Rating– 4

Palm kernel oil has a feel and texture similar to coconut oil. It makes the skin naturally soft and glossy and deeply moisturizes even the driest skin. It is also used to condition cracked heels and dry cuticles with great results. This oil will break out most skin type if used on the face. Suitable for those with very dry skin.

PEACH KERNEL OIL

Linoleic acid– 15-35%
Oleic acid– 55-75%
Palmitic acid– 5-8%
Comedogenic Rating– 2

Peach kernel oil is light and emollient with similar characteristics as apricot kernel oil. It nourishes and moisturizes the skin without feeling greasy and is rich in Vitamin E, making it a perfect addition to homemade skincare recipe. This oil is suitable for those who have very sensitive reactive skin that leans more on the drier side.

PEANUT OIL (AKA GROUNDNUT OIL)

Linoleic acid– 32%
Oleic acid– 48%
Palmitic acid– 11%
Comedogenic Rating– 2

Peanut oil is a gentle and ultra-hydrating oil that helps protect the skin from free radicals and premature aging. Many find it to be a very suitable oil for the OCM as it effectively cleanses and moisturizes clogged acne prone skin. It is also a popular oil for athletes to use for sports injury massage. However, use this oil responsibly as many people have an allergy to peanuts! Suitable for most skin types. Keep in mind that peanut oil goes rancid easily and would be better refrigerated.

PECAN OIL

Linoleic acid– 21%
Oleic acid– 41%
Comedogenic Rating– 2

Pecan oil is often used as a carrier oil for essential oils or for dry chapped skin formulations. It doesn’t have a long shelf life (only about 6 months), so it isn’t an oil that you have to run out and get. Pecan oil does however, work well as a cleansing oil. Suitable for combination and dry skin types. This oil may leave an oily residue.

PAPAYA SEED OIL

Linoleic acid– 3%
Oleic acid– 77%
Palmitic acid– 14%
Comedogenic Rating– 2-3

Papaya seed oil is strongly anti-oxidant and is a great oil for improving the skin’s elasticity, reduce fine lines and wrinkles, moisturize, and promote the regeneration of the skin. It is also slightly exfoliating and brightening which makes it perfect for those with dry acne prone skin. Papaya seed oil also shrinks pores,, evens skin tone, and soothes dry inflamed skin conditions.

POMEGRANATE OIL

Linoleic acid– 10%
Linolenic acid– 0.5%
Oleic acid-5%
Comedogenic Rating– 1

Pomegranate seed oil consists mostly of omega-5 (punicic acid) making it incredibly nourishing for the skin. It helps encourage new cell regeneration and helps reduce the signs of aging. It is also one of the few plant sources for conjugated linoleic acid (CLA).

POPPY SEED OIL

Linoleic acid– 58.5%
Oleic acid– 28.3%
Comedogenic Rating– 0-1

Poppy seed oil is a light oil that absorbs slowly and can leave an oily residue on the skin. It has similar characteristics to hemp seed oil making it suitable for most skin types, especially those with very oily skin as it helps balance sebum production.

PUMPKIN SEED OIL

Linoleic acid-47%
Linolenic acid-0.2%
Oleic acid-36.3%
Comedogenic Rating– 2

Pumpkin seed oil fights acne from the inside out due to its rich zinc and selenium content but it’s also gaining popularity topically. It hydrates, renews, and increases the firmness of skin while fighting acne causing bacteria and preventing scars. Suitable for most skin types and has a low change of clogging pores.

RED PALM OIL

Linoleic acid– 14%
Linolenic acid– 0.3%
Oleic acid– 49% (if you get the high-oleic version)
Palmitic acid– 32%
Comedogenic Rating– 4

Red palm oil has been used to heal and fade old scars, stretch marks, and to deeply moisturize the skin. It does however, have an orange color that can transfer to clothing and other surfaces as well as a pungent odor. This oil will most likely break you out if used on the face but is generally well tolerated on the body.

RICE BRAN OIL

Linoleic acid– 34%
Oleic acid– 38%
Palmitic acid– 21.5%
Comedogenic Rating– 2

Rice bran oil is a mild oil that is perfect for sensitive, mature, or delicate skin and has one of the best sources of tocotrienols. It also has some impressive UV hindering properties that help protect your skin from the sun and if often added to sun care products. It is a well-balanced oil that is generally well tolerated by most skin types, especially combination skin.

ROSEHIP OIL

Linoleic acid– 44%
Oleic acid– 14%
Comedogenic Rating– 1

Rosehip seed oil is one of my favorite oils to use for cleansing and moisturizing acne prone skin. It’s amazing for reversing hyperpigmentation, the signs of aging, sun damage, stretch marks, and scars. Its high anti-oxidant content improves texture and revitalizes the skin. Suitable for oily skin types.

SAFFLOWER OIL

Linoleic acid– 70-80%
Oleic acid– 10-20%
Comedogenic Rating– 0 (high linoleic only)

Safflower oil has a silky feel on the skin and is highly moisturizing. It’s high linoleic acid content makes it a perfect oil for the OCM as it will help break up blackheads and other impurities in the skin. It absorbs easily and doesn’t leave a greasy residue.

SANDALWOOD SEED OIL (AKA SANDALWOOD NUT OIL)

Linoleic acid– 2%
Oleic acid– 50-53%
Ximenynic acid– 28-35%
Comedogenic Rating– 2

Sandalwood seed oil contains potent levels of ximenynic acid, one of the most powerful anti-inflammatory agents found in nature. When applied, it sooths joint pain, bruises, wounds, cuts, burns, sores, cystic acne, and other inflammatory conditions of the skin. This oil is best used mixed in another carrier oil as a therapeutic treatment for problem skin.

SEA BUCKTHORN OIL

Linoleic acid– 7%
Oleic acid– 29%
Palmitic acid– 31%
Palmitoleic acid– 30%
Comedogenic Rating– 1

Sea buckthorn oil is an oil that deeply penetrates the skin’s lipid layer, diminishing imbalances from the inside out. It reduces redness, inflammation, water loss, and premature signs of aging. It regenerates cells and increases healthy skin structure. Sea buckthorn oil is also a natural protectant against the sun. Suitable for most skin types, especially those on the drier side.

SESAME OIL

Linoleic acid– 46%
Oleic acid– 39%
Stearic acid– 4%
Comedogenic Rating– 3

Sesame oil is another oil that has potent anti-bacterial properties that good for wound healing and killing acne causing bacteria. It is also a fair sun protectant. It’s overall, a pretty balanced oil, but the stearic acid causes it to be a bit comedogenic for a lot of people. It may leave an oily residue on the skin.

SHEA BUTTER

Linoleic acid– 3-8%
Oleic acid– 40-55%
Stearic acid– 35-45%
Comedogenic Rating– 0-2

Shea butter is really interesting because even though it has a high stearic acid content, it doesn’t seem to break people out. Sure, there ARE people who react badly to use it, but overall, many find that shea butter is an amazing oil to use during the cold, dry winter months. It’s heavy and leaves a greasy feel on the skin after applying so you only need the tiniest bit. It forms a protective layer on the skin that reduces inflammation and smooths rough skin. It is especially good for elbows, knees, and heels.

SOYBEAN OIL

Linoleic acid– 50%
Linolenic acid– 7%
Oleic acid– 24%
Comedogenic Rating– 4-5

Soybean oil is a high comedogenic oil that most people can’t tolerate. But for those who can, it’s a good oil for sun protection and its anti-oxidant properties. It improves skin tone and in very few individuals, can actually help clear their acne but that may be due to its phytoestrogen content. Generally not a good oil to use for acne prone skin.

STRAWBERRY SEED OIL

Linoleic acid– 35-50%
Linolenic acid– 30-38%
Oleic acid– 12-18%
Comedogenic Rating– 1

Strawberry seed oil is a wonderful addition to any homemade skincare product or just used straight on the skin because of its amazing moisturizing benefits. It’s great for acne prone skin, damaged skin, and maturing or sensitive skin types. It soothes, hydrates, and protects the skin while regenerating its elasticity. This oil is well suited for oily acne prone skin types.

SUNFLOWER SEED OIL (BEWARE OF HI-OLEIC ACID SUNFLOWER OIL AS IT WILL CLOG PORES)

Linoleic acid– 59%
Linolenic acid– 0.5%
Oleic acid– 30%
Comedogenic Rating– 0-2

This is a great oil to start out with if you’re unsure about where to begin. Most skin types resond well to sunflower oil as it helps keep your skin balanced and moisturized while fighting acne causing bacteria. It’s also great at fighting the signs of aging!

SWEET ALMOND OIL

Linoleic acid– 20-30%
Linolenic acid– 0.4%
Oleic acid– 62-86%
Comedogenic Rating– 2

Sweet almond oil is a great oil to use for dry acne prone skin due to its emollient properties. It’s great for regenerating skin cells because it penetrates damaged cells and softens them allowing for better hydration. Sweet almond oil is suitable for sensitive skin types that are dry.

TAMANU OIL

Linoleic acid– 29-38%
Oleic acid– 34-41%
Stearic acid– 13%
Palmitic acid– 12%
Comedogenic Rating– 2

Tamanu oil is hands down, the best oil for healing acne scars and fading old acne scars. It has a thick consistency and is therefore better used as a spot treatment for problem areas rather than all over the face. It had a pungent odor reminiscent of bullion cubes, but don’t let that scare you away! It has single handedly reduced my acne scars more than anything else.

TOMATO SEED OIL

Linoleic acid– 49%
Linolenic acid– 2%
Oleic acid– 21%
Comedogenic Rating– 0-2

Tomato seed oil is an excellent source of carotenoid and Vitamin E anti-oxidants that protect the skin from free radicals and is especially esteemed for its viscosity, moisturizing, and skin absorptive properties. Tomato seed oil also protects the skin against chronic and acute photo-damage from the sun. It’s rich in minerals, lycopene, lutein, and zeaxanthin making it popular for cardiovascular health when taken internally, but these nutrients also go to work on the skin’s surface by increasing the production of elastin and preventing collagen degradation. This oil is best used as a spot treatment for acne, wrinkles, and other areas of concern. Suitable for most skin types.

WALNUT OIL

Linoleic acid– 51%
Linolenic acid– 10%
Oleic acid– 30%
Comedogenic Rating– 1-2

Walnut oil fights dry, aging, sagging skin with its emollient and anti-oxidative properties. It also contains strong anti-bacterial properties that help kill acne causing bacteria and fungal infections. It brings down redness and inflammation while regenerating tired skin cells. The raw unrefined oil is light and is suitable for most skin types.

WATERMELON SEED OIL (AKA KALAHARI OIL OR OOTANGA OIL)

Linoleic acid– 63%
Oleic acid– 15%
Comedogenic Rating– 0-1

A wonderful oil for oily acne prone skin, watermelon seed oil absorbs quickly without a greasy feel. It dissolves sebum making it a great oil for getting rid of blackheads and other impurities in the skin. It restores elasticity in dry, acne-prone, and maturing skin types as well. Watermelon seed oil does not clog the pores making it well tolerated by most skin types. Goes well with cucumber oil mixed in hemp seed oil for use in the OCM and as a moisturizer.

WHEAT GERM OIL

Linoleic acid– 7%
Linolenic acid– 55%
Oleic acid– 14%
Comedogenic Rating– 5

Very few people can tolerate the use of wheat germ oil as it is an almost guaranteed breakout when applied topically. It’s sad because it has some of the best scar reducing and healing properties of any oil due to its very high Vitamin E content. However, such high levels are what give it its comedogenic rating. Use this oil at your own risk!

กลุ่ม สารประกอบอื่นๆที่ก่อสิวได้

ข้อมูลจาก https://www.beneficialbotanicals.com/facts-figures/comedogenic-rating.html

Oils & Butters

Almond Oil – 2
Apricot Kernel Oil – 2
Argan Oil – 0
Avocado Oil – 2
Baobab Oil – 2
Borage Oil – 2
Calendula Oil – 1
Camphor – 2
Castor Oil – 1
Cocoa Butter – 4
Coconut Butter – 4
Coconut Oil (from the meat or kernel) – 4
Corn Oil – 3
Cotton Seed Oil – 3
Emu Oil – 1
Evening Primrose Oil – 2
Flax Seed Oil – 4
Grape Seed Oil – 2
Hazelnut Oil – 2
Hemp Seed Oil – 0
Jojoba Oil – 2
Jojoba Oil Sulfated – 3
Linseed Oil – 4
Mango Butter – 0
Mineral Oil – 0
Mink Oil – 3
Neem Oil – 1
Olive Oil – 2
Palm Oil – 4
Peach Kernel Oil – 2
Peanut Oil – 2
Petrolatum – 0
Pomegranate Oil – 1
Pumpkin Seed Oil – 2
Rosehip Oil – 1
Safflower Oil (not the cooking oil) – 0
Sandalwood Seed Oil – 2
Sea Buckthorn Oil – 1
Sesame Oil – 2
Shea Butter – 0
Soybean Oil – 3
Sunflower Oil – 2
Tamanu Oil – 2
Wheat Germ Oil – 5
Shark Liver Oil – 3

Waxes

Beeswax – 2
Candelilla Wax – 1
Carnuba Wax – 1
Ceresin Wax – 0
Emulsifying Wax NF – 2
Lanolin Wax – 1

Botanicals

Algae Extract – 5
Aloe Vera Gel – 0
Calendula – 1
Carrageenans – 5
Chamomile – 2
Chamomile Extract – 0
Cold Pressed Aloe – 0
Red Algae – 5

Vitamins & Herbs

Ascorbic Acid – 0
Black Walnut Extract – 0
Tocopherol (Vitamin E) – 2
Vitamin A Palmitate – 2
Panthenol – 0

Antioxidants

Beta Carotene – 1
BHA – 2

Minerals

Algin – 4
Colloidal Sulfur – 3
Flowers of Sulfur – 0
Potassium Chloride – 5
Precipitated Sulfur – 0
Sodium Chloride (Salt) – 5
Talc – 1
Zinc Stearate – 0

Thickeners, Emulsifiers, Detergents

Carbomer 940 – 1
Hydroxypropyl Cellulose – 1
Kaolin – 0
Magnesium Aluminum Silicate – 0
Sodium Laureth Sulfate – 3
Sodium Lauryl Sulfate – 5
Sorbitan Oleate – 3

Alcohol, Esters, Ethers, & Sugars

Polysorbate 20 – 0
Polysorbate 80 – 0
Sterol Esters – 0
Behenyl Triglyceride – 0
Butylene Glycol – 1
Cetearyl Alcohol – 2
Diethylene Glycol Monomethyl Ether-0
Glycerin – 0
Glyceryl Stearate NSE – 1
Glyceryl Stearate SE – 3
Glyceryl Tricapylo/Caprate – 1
Glyceryl-3-Diisostearate – 4
Hexadecyl Alcohol – 5
Isocetyl Stearate – 5
Isopropyl Alcohol – 0
Laureth 23 – 3
Laureth 4 – 5
Octyl Stearate – 5
Oleth-10 – 2
Oleth-3 – 5
Oleyl Alcohol – 4
Polyethylene Glycol (PEG 400) – 1
Polyethylene Glycol 300 – 1
Polyglyceryl-3-Diisostearate – 4
Propylene Glycol – 0
Propylene Glycol Monostearate – 4
SD Alcohol 40 – 0
Sorbitan Laurate – 1
Sorbitol – 0
Steareth 10 – 4
Steareth 100 – 0
Steareth 2 – 2
Steareth 20 – 2
Wheat Germ Glyceride – 3

soap-bubble-colorful-ball-soapy-water.jpg

ข้อมูลเยอะเกิน จำไม่ไหว มีวิธีง่ายๆไหม ?

วิธีง่ายๆ สำหรับคนเป็นสิวง่ายเวลาเลือกผลิตภัณฑ์นะครับ

  1. หาคำดังกล่าว : copolymer, polyquaternium ถ้ามีให้เลี่ยงผลิตภัณฑ์นั้นก่อน
  2. เข้าเวปไซด์ http://cosmetic-ingredients.net ซึ่งจะมีรายชื่อผลิตภัณฑ์ครอบคลุมเกือบทั้งหมด และจะมีไฮไลท์สารก่อสิวในแต่ละผลิตภัณฑ์ ให้เราเลือกได้
  3. นอกจากสารก่อสิวแล้วยังมี Pitera Essence ซึ่งเป็นกลุ่มยีสต์ และใช้ในผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นหลายตัว ตัวนี้ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน คนเป็นสิวง่ายควรหลีกเลี่ยง

ทีแอลเอสคลินิก ถ.แม่หลวน ใกล้แยกเขารัง ปากซ.เกียรติสินธุ โทร. 083 636 8668 line @tlsclinic

soap-bubble-colorful-ball-soapy-water.jpg

รักษาแผลเป็นด้วย ESL (Early Scar Laser)

การรักษาแผลเป็นสมัยก่อนเราจะคิดว่า รอให้แผลหายดีค่อยเริ่มรักษา เป็นความเชื่อที่ผิดครับ!

ปัจจุบันเมื่อเราเข้าใจกลไกการเกิดแผลเป็นแล้ว เราพบว่า ถ้าเรารีบรักษาแผลเป็นเร็วเท่าไหร่ ผลการรักษาจะยิ่งหายเร็วขึ้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายเราจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดมาซ่อมแซมแผลเป็น ซึ่งผลก็คือจะได้แผลเป็นที่หดรั้งและรักษายากขึ้น

 

1906_Emigration.jpg

ภาพโดย OpenStax College [CC BY 3.0

(http://creativecommons.org/licenses/by/3.0)%5D, via Wikimedia Commons

ปัจจุบันมีการพัฒนาเลเซอร์ที่สามารถลดการเกิดพังผืด และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนชนิด I ซึ่งมีความนุ่มนวลมากกว่า โดยไม่ต้องรอผลการรักษาด้วยวิธีอื่น

ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรักษาด้วย ESL (Early Scar Laser) สามารถทำได้ตั้งแต่วันแรกๆที่เกิดแผลโดยระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือในช่วงสัปดาห์แรกหลังเกิดแผล เช่นแผลที่เป็นรอยเย็บ หรือแผลหลุมสิวใหม่ๆที่ยังแดงอยู่ แผลหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดอื่น หรือแผลถลอกที่ไม่ลึกมากถึงชั้นหนังแท้ ก็สามารถทำการรักษาได้ทั้งสิ้น แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวสีเข้ม เพราะมีเม็ดสีในชั้นผิวหนังมากซึ่งจะแย่งจับแสงเลเซอร์ และทำให้พลังงานเลเซอร์ลงไปยังเป้าหมายในชั้นคอลลาเจนน้อยลง

การรักษาสามารถทำได้ทันที ไม่ต้องทายาชา เพียงประคบเย็นหรือใช้เครื่องพ่นไอเย็น ระหว่างการเลเซอร์ ซึ่งใช้เวลาไม่มากนักต่อจุด หลังการรักษาอาจมีสะเก็ดตื้นๆบริเวณแผล และรอยช้ำอยู่ประมาณ 2-3 วัน

Screen Shot 2560-02-24 at 3.22.16 PM.png

ภาพแสดงก่อนและหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ESL 1 ครั้ง ประมาณ 3 เดือน จะเห็นว่ารอยแดงลดลงและรอยหลุมดูตื้นขึ้น  (ภาพประกอบ ในเวปไซต์นี้เป็นการแสดงผลของการรักษาเพื่อความเข้าใจแนวทางการรักษาเท่านั้น ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้องอีกครั้ง, All the pictures in this website are for demonstration purpose, individual results may occur. Please consults your doctor for a proper treatment.)

ทีแอลเอสคลินิก ภูเก็ต เราพัฒนาการรักษาด้วย ESL มากว่า 5 ปี และสามารถตอบโจทย์ปัญหาผิวหน้าและรอยแผลเป็นได้หลายรูปแบบ มีแผลอย่าปล่อยไว้ ให้เราแก้ปัญหาให้คุณ

ทีแอลเอสคลินิก ถ.แม่หลวน ใกล้แยกเขารัง ปากซ.เกียรติสินธุ โทร. 083 636 8668 line @tlsclinic , whatsapp | wechat | skype : 66 83 636 8668

Resurfacing Rejuvenation Laser

เทคนิคการฟื้นฟูผิวด้วยการ resurface ผิว หรือคล้ายกับการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก เพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ด้านใต้มีโอกาสฟื้นสภาพมาทดแทนได้เร็วขึ้นมีใช้มานานนับพันปีแล้ว ก่อนหน้านี้เราจะรู้จักกันในชื่อของการผลัดผิวด้วยกรดชนิดต่างๆ เช่นในสมัยก่อนมีการใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเช่นส้ม มะนาว มะขาม มาตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกตามหน้าหรือตามร่างกาย โดยกรดผลไม้จะค่อยๆซึมเข้าไปในผิวและทำให้ผิวหนังชั้นบนนั้นเปลี่ยนสภาพ แยกชั้นออกจากผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างก่อนที่จะหลุดลอกไปในเวลาไม่กี่วัน

ปัญหาที่เราพบจากการผลัดผิวด้วยวิธีดังกล่าวคื ความเข้มข้นของกรดในธรรมชาติมีความแตกต่างกันมาก และสภาพผิวคนไทยที่เป็นผิวสองสี หรือผิวเข้ม ซึ่งไม่เหมาะจะทำการรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะจะทำให้เกิดรอยช้ำหลังการลอกได้เป็นเวลานาน แทนที่จะได้ผิวที่ดูอ่อนเยาว์สดใส กลับได้ผิวที่เป็นรอยคล้ำนานนับเดือน

เมื่อมีการคิดค้นเลเซอร์ในช่วงแรกจึงมีความหวังว่าจะนำเลเซอร์มาใช้ในการกระตุ้นการผลัดผิว แต่ผลที่ได้กลับรุนแรงกว่าการผลัดผิวด้วยกรดผลไม้ เพราะพลังงานจากแสงเลเซอร์ช่วงแรกๆมีความร้อนสูง ทำให้เกิดผิวไหม้ หรือเกิดแผลเป็นถาวรได้ หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนาเรื่องตัวยาที่ใช้กระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว, ช่วยลดรอยช้ำหลังเลเซอร์, และมีการเลือกเลเซอร์ในย่านพลังงานอินฟราเรดมาใช้ เพื่อลดอาการบาดเจ็บของผิวลงกว่าเดิมนับ 10 เท่า จึงเกิดเป็น Resurfacing Rejuvenation Laser ขึ้นมา

ขั้นตอนการรักษา แพทย์จะทายาชาก่อนประมาณ 30-45 นาที แล้วฉีดยาที่เป็นเหมือนวิตามินบำรุงผิวหน้าเข้าไปใต้ผิว เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับผิว ก่อนที่จะทำเลเซอร์ไปทั่วหน้า ซึ่งใช้เวลาในการรักษาไม่เกิน 30 นาที หลังการรักษาจะเกิดเป็นสะเก็ดเล็กๆเป็นตารางทั่วใบหน้าประมาณ 5-7 วันก่อนที่จะหลุดลอกไปและมีผิวใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน

ผลของการรักษา ผิวหน้าจะดูสดใสขึ้น มีน้ำมีนวลและรูขุมขน รอยหลุมสิวจะดูกระชับขึ้น และผลการรักษายังดำเนินต่อไปเรื่อยๆแม้หยุดเลเซอร์ไป 2-3 เดือนแล้วก็ตาม

Screen Shot 2560-02-17 at 2.32.12 PM.png

ภาพคนไข้ ก่อน และหลังทำการรักษาด้วย Resurfacing Rejuvenation Laser 1 สัปดาห์ จะเห็นว่ายังคงมีสะเก็ดหลงเหลือบ้างบางส่วน แต่สภาพผิวจะดูมีน้ำมีนวลขึ้น และใสขึ้น รวมทั้งรอยแผลสิวก็ดูลดลงแม้เพียง 1 สัปดาห์ (ภาพประกอบ ในเวปไซต์นี้เป็นการแสดงผลของการรักษาเพื่อความเข้าใจแนวทางการรักษาเท่านั้น ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้องอีกครั้ง, All the pictures in this website are for demonstration purpose, individual results may occur. Please consults your doctor for a proper treatment.)

ที่ทีแอลเอสคลินิก เรามีประสบการณ์การรักษาด้วย resurfacing rejuvenation laser มากว่า 20 ปี และสามารถตอบโจทย์ที่คุณสงสัยได้

ทีแอลเอสคลินิก ถ.แม่หลวน ใกล้แยกเขารัง ปากซ.เกียรติสินธุ โทร. 083 636 8668 line : @tlsclinic

whatsapp | wechat | skype : 66 83 636 8668

แผลหลุมสิว รักษาด้วย fractional laser หรือ e-matrix ดีกว่ากัน?

หลายๆคนไม่รู้ว่าจะจัดการกับแผลหลุมสิวอย่างไรดี?

แผลหลุมสิวเกิดจากการรักษาสิวที่นานเกิน 1 เดือน ซึ่งอาจเกิดแผลเป็นรุนแรงได้ถึง 1 ใน 3 ของคนที่เป็นสิวอักเสบ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากการกดหรือบีบสิวเอง ซึ่งมักจะเห็นแผลมีหลายแฉกตามรอยเล็บที่กดเข้าไป

เมื่อก่อนเราแทบไม่สามารถจัดการอะไรกับรอยหลุมสิวได้เลย การรักษาที่ทำได้คือการกรอหน้าหรือการจี้ด้วยกรด ซึ่งก็ช่วยได้ประมาณ 10% ในคนไข้ที่มีแผลไม่ลึกมาก หรือ ice-pick scar แต่ในคนไข้ที่มีแผลใหญ่ หรือมีขอบหยักไปมา การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวแทบไม่ได้ผล

ปัจจุบันมีการรักษาที่เป็นที่นิยมกันคือ e-matrix หรือการใช้คลื่นความร้อนที่เกิดจากสัญญาณวิทยุ (RF) ยิงเป็นตารางทั่วใบหน้า ซึ่งก็ได้ผลประมาณ 25%-75% ในแผลหลุมที่เป็น ice-pick scar หรือแผลหลุมสิวตื้นๆ แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการหลุมสิวที่ลึกได้ และบางครั้งหลุมสิวจะกลับไปเหมือนเดิมใน 4-6 เดือน

ภาพจำลองแสดงการรักษาด้วย e-matrix

การรักษาด้วย Fractional laser แบบเกิดแผลขนาดเล็กเป็นการรักษาที่ได้ผลถึง 81% ในคนไข้ที่มารับการรักษา และนอกจากนี้ผลการรักษายังเกิดต่อเนื่องแม้หยุดรักษาไปแล้วก็ตาม และผลการรักษาจะถาวรกว่าการรักษาวิธีอื่นๆ

ภาพจำลองแสดงการรักษาด้วย fractional laser

ภาพผลการรักษาหลุมสิวด้วย fractional laser ห่างกันประมาณ 3 สัปดาห์ จะเห็นว่าหลังการรักษาเริ่มมีการเชื่อมกันของแผลหลุมสิว และมีรอยแดงเกิดด้านล่างซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง (ภาพประกอบ ในเวปไซต์นี้เป็นการแสดงผลของการรักษาเพื่อความเข้าใจแนวทางการรักษาเท่านั้น ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้องอีกครั้ง, All the pictures in this website are for demonstration purpose, individual results may occur. Please consults your doctor for a proper treatment.)

ที่ทีแอลเอสคลินิก เราพัฒนาการรักษาด้วย fractional laser ให้สามารถตอบโจทย์หลุมสิวได้เร็วที่สุด โดยที่ผู้มารับการรักษาไม่ต้องกังวล นอกจากนี้เรายังมีระบบปรึกษาหลังการเลเซอร์ซึ่งสามารถดูแลหลังการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยแพทย์ผู้ทำการรักษาเอง

ทีแอลเอสคลินิก ถ.แม่หลวน ใกล้แยกเขารัง ปากซ.เกียรติสินธุ โทร. 083 636 8668 line : @tlsclinic  whatsapp | wechat | skype : 66 83 636 8668 

V-Beam laser (2) ผลของการลบรอยดำด้วยเลเซอร์วีบีม

หลายคนสงสัยว่าทำไมที่คลินิกไม่เน้นทำทรีทเมนท์?

คลินิกได้ทำการเปรียบเทียบการรักษารอยแผลเป็นระหว่างทำทรีทเมนท์กับการรักษาด้วยเลเซอร์ วีบีมเมื่อปีพ.ศ.2556 พบว่าคนไข้ที่ทำทรีทเมนท์จะใช้เวลารักษารอยดำนาน 3-4 เดือน และใช้งบประมาณประมาณ 20,000-25,000 บ. ต้องเสียเวลามารับการรักษาทุกๆสัปดาห์กว่า 6-8 ครั้ง ในขณะที่ทำการรักษาด้วยเลเซอร์วีบีมอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ ใช้เวลาประมาณ เดือนครึ่ง ใช้เวลามารับการรักษา 3 ครั้งและใช้งบประมาณเพียง 10,000-15,000 บ.เท่านั้น

ภาพการรักษารอยแดงสิวด้วยเลเซอร์วีบีม 3 ครั้งทุก 2 สัปดาห์ ในช่วงเวลา 2 เดือน (ภาพประกอบ ในเวปไซต์นี้เป็นการแสดงผลของการรักษาเพื่อความเข้าใจแนวทางการรักษาเท่านั้น ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้องอีกครั้ง, All the pictures in this website are for demonstration purpose, individual results may occur. Please consults your doctor for a proper treatment.)

จะเห็นว่าเลเซอร์วีบีมจะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษารอยดำและรอยแดงสิวกว่าการทำทรีทเมนท์มาก และที่สำคัญไม่แพงอย่างทีคิดด้วยครับ
ทีแอลเอสคลินิก ถ.แม่หลวน ใกล้แยกเขารัง ปากซ.เกียรติสินธุ โทร. 083 636 8668 line : @tlsclinic  whatsapp | wechat | skype : 66 83 636 8668